ความทรงจำ อันทรงคุณค่า
โดย ขนุนหนัง


ฉัน มารีอาจันทร์เพ็ญ กิจสวัสดิ์
เกิดเมื่อวันที่  4  กรกฎาคม  2480 (1937)
เป็นลูกวัดนักบุญเปโตร สามพราน  นครปฐม
ฉันเข้ามาในคณะธิดาพระราชินีมาเรีย ฯ
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2499  (1956)
รู้จักคณะนี้จากหนังสือสารสาสน์
(อุดมสารรายเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1956)
ที่หน้าปกมีภาพหญิงสาว 3 คนในชุดสีขาว
(ไม่ใช่ชุดนักบวชและไม่มีผ้าคลุมศีรษะ)
เห็นครั้งแรกก็รู้สึกชอบและรู้สึกเหมือนมีเสียงกระซิบภายในที่บอกว่า



“นี่แหละคณะที่เธอต้องไปบวช”
และฉันก็ได้ติดตามมา


โดยที่ไม่รู้จักมาก่อนเลยว่าคณะนี้เป็นอย่างไร? อยู่ที่ไหน?
ฉันเฝ้าติดตามและปรารถนาอย่างยิ่งที่จะไปพบ
ฉันต้องผ่านอุปสรรคมากมายจากทางครอบครัวที่ไม่สนับสุนน
ฉันจึงต้องดิ้นรนแสวงหาด้วยตัวเอง
โดยผ่านความช่วยเหลือจากคุณพ่อเจ้าวัด (คุณพ่อเดชังป์)
และในที่สุดถ้าพระเรียกแล้ว ใครเล่าจะขัดขวางได้
ฉันออกเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาที่คณะ ฯ
เช้าวันเสาร์ที่  12  พฤษภาคม 2499
โดยมีเตี่ยและน้องชายของแม่เป็นผู้มาส่ง
สภาพที่เห็นครั้งแรกในวันนั้น ตรอกจันทน์เป็นเพียงถนนแคบ ๆ
มีรถเมล์สีเขียววิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารเพียง 1  สาย
สองข้างทางเป็นคูน้ำมีวัวควายลงไปแช่น้ำเล่น
มีบ้านพักของชาวบ้าน-ชาวสวนเป็นหลัง ๆ มุงด้วยสังกะสีปลูกห่างกันเป็นระยะ ๆ
ผู้คนส่วนมากมีอาชีพทำสวน


ในซอยข้าง ๆ โรงเรียนมีโรงงานถลุงเหล็ก
และโรงงานฟอกหนังสัตว์ ซึ่งมีทั้งเสียงและกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา
วันที่ฉันมาถึงต้องเดินลุยโคลนจากปากซอยมาถึงประตูสังกะสีมีป้ายเขียนไว้ว่า
“โรงเรียนพระแม่มารี” ซึ่งบริเวณรอบ ๆ ก็ล้อมรั้วด้วยสังกะสีเช่นกัน


พอแง้มประตูเสียงกริ่งก็ดังขึ้น
มีสุนัข 4-5 ตัววิ่งกรูกันมาพร้อมเห่าเสียงดังเป็นการต้อนรับ
สักครู่ฉันเห็นชายฝรั่งรูปร่างสูงใหญ่
ในชุดเสื้อหล่อสีดำ สวมหมวกกระโล่ ในมือมีสายประคำถืออยู่
(คุณพ่อการ์โล เดลลาโตร์เร)
ท่านเดินมาทักทายถามความประสงค์ด้วยใบหน้าที่ยิ้มน้อย ๆ มีสง่า
เมื่อทราบว่าเรามาสมัครเข้าคณะ
ท่านก็พาไปพบกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งซึ่งท่านแนะนำว่าเป็นอธิการ
ฉันก็กล่าวสวัสดีท่านพร้อมกับยื่นใบสมัครที่กรอกมาเรียบร้อย
พร้อมคำรับรองของพ่อเจ้าวัดให้ท่าน จากนั้นท่านก็ให้คำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ

ชีวิตในวันแรกที่มาถึง
ฉันมองไปรอบ ๆ ภายในรั้วเห็นมีอาคารชั้นเดียวอยู่ 2 หลัง
เป็นเรือนไม้โล่ง ๆ หลังคามุงด้วยสังกะสี กั้นไว้เป็นห้อง ๆ
ไม่มีประตูหน้าต่าง แต่มีช่องไว้เป็นทางเข้า – ออก 2 ช่อง
กำแพงที่กั้นระหว่างห้องก็สูงเพียงศีรษะ
ห้องเหล่านี้แหละที่ใช้เป็นห้องสำหรับให้นักเรียนใช้เรียนหนังสือ
(ซึ่งในช่วงนั้นคนเขาเรียกกันว่า โรงเลี้ยงม้า)
หลังจากเก็บกระเป๋าเข้าที่คือวางแอบไว้ตรงมุมหนึ่งของห้องแล้ว
ก็มีคนมาพาฉันไปพบกับเพื่อน ๆ
ที่มาอยู่ก่อนฉัน พวกเขากำลังขุดดิน
เก็บก้อนอิฐก้อนหินออกจากดินที่ขุด
บางคนก็เก็บหญ้า ช่วยกันเตรียมที่สำหรับปลูกผัก
ทุกคนมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
ได้ยินเขาเรียกกันว่าพี่ว่าน้องก็รู้สึกอบอุ่นดี
งานแรกของฉันก็คือลงมือขุดดินกับเขาด้วย
พอตกบ่ายราว 4-5 โมง พวกเราก็เตรียมตัวขึ้นรถ
เป็นรถสีเหลืองทั้งคัน
ตัวถังประกอบด้วยไม้กระดาน
คุณพ่อก็ขึ้นรถไปกับพวกเราด้วย
แต่คุณพ่อลงตรงเลี้ยวแยกมุมถนนสาทร
เพื่อต่อไปยังวัดอัสสัมชัญ
ท่านพักอยู่ที่นั่น    (เป็นบ้านพักของพระสงฆ์ฝรั่งเศส)
รถพาฉันมาถึงถนนสุขุมวิทซอย 67   (ซอยศรีจันทร์)
บ้านเราอยู่ในซอยติดกับบริษัทรถยนต์นิสัน
บ้านพักที่ศรีจันทร์เป็นเรือนไม้ 2 ชั้นหลังคาสังกะสี
ชั้นบนใช้เป็นวัดน้อย และที่พักของพวกเรา
ส่วนชั้นล่างทำเป็นห้องเรียน ป.1 – 7
มีโรงอาหาร-โรงครัว แยกเป็นอีกอาคารหนึ่งอยู่ติดกับบ่อน้ำ
ส่วนห้องส้วมนั้นอยู่ห่างออกไปทางปลายโรงอาหาร
ติดกับรั้วสังกะสีโน่น
ตอนกลางคืนจะมืดมาก มีไฟเพียงดวงเดียวที่หน้าห้องส้วม
ฉะนั้น ก่อนจะขึ้นบ้านไปนอน
ทุกคนต้องไปทำธุระส่วนตัวให้เสร็จก่อน
เพราะกลางคืนคงไม่มีใครกล้าลงมาข้างล่างคนเดียว

ระหว่างบ้านพักกับโรงครัวมีพื้นที่ว่างเป็นซีเมนต์
มีตุ้มน้ำขนาดใหญ่ตั้งเรียงไว้  3 – 4 ใบ มีก๊อกน้ำ 1 ที่
และมีห้องอาบน้ำที่ล้อมด้วยสังกะสีอีก 2 ห้อง
พื้นที่บริเวณเหล่านี้แหละที่ใช้เป็นที่อาบน้ำ ซักผ้า
เรามีกระป๋องคนละ 1 ใบพร้อมขันใช้ตักน้ำจากตุ่ม
แล้วหิ้วไปหามุมที่คิดว่าเหมาะแล้วเป็นที่อาบน้ำ
ส่วนพวกพี่ที่ถวายตัวแล้วเขาอาบในห้องน้ำ
เสื้อผ้าซักแล้วก็เอาไปตากที่ราวหลังบ้านอยู่ติดกับคูน้ำ
บางครั้งลมแรงเสื้อผ้าที่ตากไว้ก็ปลิวจมหายไปในคู
หรือไม่ก็ค้างอยู่ตามยอดหญ้า
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยผ้าของใครแห้งแล้วต้องรีบเก็บ….

(ติดตามตอนต่อไป)